Profilo di ศิริพร[TaKiRa](P~Kung) spacesFotoBlogElenchi Strumenti Guida

ศิริพร

Professione
Località

[TaKiRa](P~Kung) spaces

18 settembre

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ


1.1    เทคโนโลยีสารสนเทศ
         -   http://203.154.140.4/ebook3/
1.2    ระบบสารสนเทศ
1.3    ข้อมูลสารสนเทศ
1.4    ชนิดเเละลักษณะของข้อมูล
         -   http;//www.cmsso.in.th/benefit/default.asp - 5k -
       -  http;//www.skarea1.org/tkbschool/infor.htm - 33k -
       -  http;//www.tachang.sk1plan.org/sarasontes.html - 7k
1.5   กระบวนการจัดการข้อมูลเเละสารสนเทศ
       -  http;//www.popterms.mahidol.ac.th/popterms/showmean.php?id=i00138 - 1k -
       -  http;//www.promma.ac.th/COMPUTER/it/school/sch4.html - 24k -
       -  http;//www.chakkham.ac.th/technology/techno2/page4.html - 5k -
1.6   ข้อมูลในคอมพิวเตอร์
       -  http;//www.thaionlinemarket.com/shop/question.asp?QID=50150 - 27k - Supplemental Result -
       -  http;//www.kkw.ac.th/newjob/teacherhead/webit/lesson2.htm - 49k -
       -  http;//www.brr.ac.th/~naruamol/m4/web_techno.html - 6k -
1.7    รหัสเเทนข้อมูล
         -   http;//www.brr.ac.th/~naruamol/m4/web_techno.html - 6k -
         -   http;// http://203.154.140.2/ict1/4/page_8.htm 

เทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์"

1. ความรู้ที่ได้จาการเข้าร่วมกิจกรรม (ด้านเทคโนโลยี)

    - มีความรู้ทางด้านข้อมูลเทคโนโลยีที่มีการอัพเดททางเทคโนโลยีใหม่ๆ
     -  มีความรู้การใช้ Internet ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการทำงาน
     -  มีความรู้  การประชาสัมพันธ์ข้อมูลสินค้าและการบริการผ่านระบบ Internet
            - โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 
                     - ผู้ประกอบการด้าน  - โรงแรมที่พัก 
                                                     - อาหาร 
                                                     - ประดับยนต์  
                                                     - อุปกรณ์คอมพิวเตอร์  
                                                     - เครื่องใช้ไฟฟ้า  
                                                     - เสื้อผ้า  และเครื่องแต่งกาย  เครื่องประดับ
 
2. ประโยชน์และการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
     - มีความรู้ทางด้านข้อมูลเทคโนโลยีที่มีการอัพเดททางเทคโนโลยีใหม่ๆ
       -  มีการกระตุ้นให้เรามีการเรียนรู้เทคโนโลยี คือ
            - กล้าคิด
            - กล้าทำ
            - กล้าแสดงออก ในทางที่ถูกต้อง.
 
3. ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
      -  อยากให้มีการขายสินค้าให้มากกว่านี้
      -  อยากให้มีการจัดให้นานกว่านี้
      -  อยากให้ของถูกกว่านี้
17 luglio

โครงงานคอมพิวเตอร์

          โครงงานคอมพิวเตอร์เป็นกิจกรรมอิสระที่ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษาตามความสนใจโดยใช้ทักษะ  ตลอดจนประสบการณ์ของผู้เรียนด้านคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ  ผู้เรียนจะต้องวางแผนดำเนินงาน  ศึกษา  พัฒนาโปรแกรม หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

    กิจกรรม ที่จัดว่าเป็นโครงงานควรมีองค์ประกอบ หลักดังนี้

·       เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์และเครื่องคอมพิวเตอร์

·       ผู้เรียนเป็นผู้ริเริ่มและเลือกเรื่องที่จะศึกษา  ค้นคว้า  พัฒนา  เก็บรวบรวมหรือประดิษฐ์คิดค้นด้วยตนเองตามความสนใจและระดับความรู้ความสามารถ

·       ผู้เรียนเป็นผู้วางแผนในการศึกษา สรุป และเสนอผลการศึกษาด้วยตนเอง โดยมีผู้สอนเป็นที่ปรึกษา

ประเภทของโครงงาน  แบ่งได้เป็น  5  ประเภท

1.       โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา  เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา

2.       โครงงานเพื่อพัฒนาเครื่องมือ  เป็นโครงงานที่สร้างเครื่องมือ  ใช้สร้างงาน  ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของซอฟต์แวร์ เช่น ซอฟต์แวร์วาดรูป

3.       โครงงานประเภทการทดลองทฤษฎี  เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการจำลองการทดลองของสาขาต่าง 

4.       โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน  สร้างผลงานเพื่อประยุกต์ใช้งานในชีวิตประจำวัน

5.       โครงงานพัฒนาเกม  เพื่อความรู้  ความเพลิดเพลิน  เช่น เกมหมากรุก

 

การทำโครงงานคอมพิวเตอร์

1.       คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ

2.       ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล

3.       จัดทำเค้าโครงโครงงาน

 เมื่อผู้เรียนได้ศึกษาเอกสารอ้างอิงต่าง ๆ  และเลือกเรื่องที่จะทำโครงงานคอมพิวเตอร์ รวมทั้งวางแผนการทำโครงงานทุกขั้นตอน  โดยปรึกษากับ
อาจารย์ที่ปรึกษา หรือผู้ทรงคุณวุฒิแล้วจึงเขียนเค้าโครงของโครงงานเพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดและแนวทาง
  ตลอดจนข้อตกลงต่าง ๆ ในการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ระหว่างผู้เรียน  อาจารย์  และผู้เกี่ยวข้อง  นอกจากจะต้องใช้หลักการทางวิชาการแล้ว  ยังจำเป็นต้องมีข้อตกลงและเงื่อนไขต่าง  ๆ ด้วย เช่น การขออนุญาตใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ การจัดหาลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์  เครื่องมือ  และตัวแปลภาษาโปรแกรม  เป็นต้น  เพื่อช่วยให้การทำโครงงานดำเนินไปอย่างราบรื่น  โดยทั่วไปเค้าโครงของโครงงานคอมพิวเตอร์  ควรมีองค์ประกอบต่อไปนี้

เค้าโครงของโครงงานคอมพิวตอร์

         1)   ชื่อโครงงาน

         2)   สาขาของงานวิจัย  เป็นการระบุลักษณะของโครงงานที่พัฒนาว่าเป็นโครงงานชนิดใดใน 5  ประเภทที่
                         ได้กล่าวไว้ข้างต้น  ได้แก่  โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา  โครงงานพัฒนาเครื่องมือ  โครงงาน
                          ประเภทการทดลองทฤษฎี  โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน  และโครงงานพัฒนาเกม

          3)  ชื่อผู้ทำโครงงาน

          4)   ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน

          5)   ระยะเวลาดำเนินการ

          6)   แนวคิด  ที่มา และความสำคัญ  อธิบายว่าเหตุใดจึงเลือกทำโครงงานนี้  โครงงานนี้มีความสำคัญอย่างไร 
                          
เรื่องที่ทำเป็นเรื่องใหม่หรือมีผู้อื่น ศึกษาค้นคว้ามาก่อนบ้างแล้ว  ถ้ามีผู้อื่นศึกษามาก่อนแล้วผลที่ได้เป็นอย่างไร และเรื่อง
                          ที่ทำนี้จะขยายเพิ่มเติมปรับปรุงจากเรื่องที่ผู้อื่นทำไว้อย่างไร
  หรือเป็นการทำซ้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ

           7)  วัตถุประสงค์

           8)   หลักการและทฤษฎี  อธิบายถึงหลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับโครงงาน

           9)  วิธีดำเนินงาน

                           -  อุปกรณ์ที่ต้องใช้  ระบุว่าวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้มีอะไรบ้าง  วัสดุอุปกรณ์เหล่านั้นมีอยู่ที่ใด และมี

                               ชิ้นใดบ้างที่จะต้องจัดซื้อหรือยืมมาจากที่ต่าง ๆ

                           -  กำหนดคุณลักษณะของผลงาน และเทคนิคที่ใช้ในการพัฒนา

                           -  แนวทางการศึกษาค้นคว้าและพัฒนา  อธิบายถึงกระบวนการแก้ปัญหาที่ออกแบบไว้  และการเก็บ

                               ข้อมูล  การวิเคราะห์  การพัฒนา  การทดสอบ  และการนำเสนอผลงาน

                            -  งบประมาณ

             10)  แผนปฏิบัติงาน

             11)  ผลที่คาดว่าจะได้รับ

             12)  เอกสารอ้างอิง

 

Download  

ปะเภทของยาเสพติด

ประเภทของยาเสพติด


ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2534 อาจแบ่งยาเสพติดออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. ยาเสพติดให้โทษ ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
2. วัตถุออกฤทธิ์ ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
3. สารระเหย ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย

ยาเสพติดให้โทษ แบ่งตามความร้ายแรงได้เป็น 5 ประเภท ดังนี้
ประเภท 1 ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง เช่น เฮโรอีน อาซีทอร์ฟีน อีทอร์ฟีน แอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีน ฯลฯ
ประเภท 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไป เช่น ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคอีน (โคเคน) โคเดอีน ฯลฯ
ประเภท 3 ยาเสพติดให้โทษชนิดเป็นตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษประเภท 2 ปรุงผสมอยู่ด้วย เช่น ยาแก้ไอที่มีฝิ่นหรือโคเดอีนเป็นส่วนผสม ยาแก้ท้องเสียที่มีไดฟีน็อคซิเลท เป็นส่วนผสม ฯลฯ
ประเภท 4 สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือ ประเภท 2 เช่น อาเซติคแอนไฮไดรด์ อาเซติลคลอไรด์
ประเภท 5 ยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าข่ายอยู่ในประเภท 1 ถึงประเภท 4 เช่น กัญชา พืชกระท่อม

วัตถุออกฤทธิ์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
ประเภท 1 ดีเอ็มที เมสคาลีน แอลเอสดี เดตราไฮโดรแคนนาบินอล ฯลฯ
ประเภท 2 อีเฟดรีน เมธิลเฟนีเดท เซโคบาร์บิตาล เมธาควาโลน
ประเภท 3 อะโมบาร์บิตาล ไซโคลบาร์บิตาล กลูเตธิไมด์ เมโปรบาเมท ฯลฯ
ประเภท 4 บาร์บิตาล ฟีโนบาร์บิดาล ไดอาซีแพม คลอไดอาซีพอกไซด์ ฯลฯ

สารระเหย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มเป็นสารเคมี เช่น อาซีโทน เอทิล อาซิเตท โทลูอีน ฯลฯ
กลุ่มที่เป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ทินเนอร์ แล็กเกอร์ กาว ฯลฯ

ประเภทของยาเสพติด จำแนกตามวิถีการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง

ยาเสพติดมีคุณสมบัติสำคัญคือ สามารถออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ในการนี้สามารถแบ่งยาเสพติดออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. ยาเสพติดประเภทกดประสาท เช่น กลุ่มฝิ่น (ฝิ่นยา มอร์ฟีน โคเดอีน เฮโรอีน ฯลฯ) ยาระงับประสาท และยานอนหลับ (เซโคบาร์บิตาล อะโมบาร์บิตาล ฯลฯ) ยากล่อมประสาท (เมโปรบาเมท ไดอาซีแพม คลอไดอาซีพอกไซด์ ฯลฯ) สารระเหย (ทินเนอร์ น้ำมันเบนซิน ฯลฯ) เครื่องดื่ม มึนเมา (เหล้า เบียร์ วิสกี้ ฯลฯ)
2. ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท เช่น แอมเฟตามีน กระท่อม โคคาอีน (โคเคน) บุหรี่ กาแฟ
3. ยาเสพติดประเภทหลอนประสาท เช่น แอลเอสดี ดีเอ็มที เห็ดขี้ควาย
4. ยาเสพติดประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน อาจกด กระตุ้นหรือหลอนประสาทผสมร่วมกัน เช่น กัญชา



ยาเสพติดมีโทษมหันต์ ไม่ควรเข้าใกล้

ประเภทของยาเสพติด


ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2534 อาจแบ่งยาเสพติดออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. ยาเสพติดให้โทษ ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
2. วัตถุออกฤทธิ์ ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
3. สารระเหย ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย

ยาเสพติดให้โทษ แบ่งตามความร้ายแรงได้เป็น 5 ประเภท ดังนี้
ประเภท 1 ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง เช่น เฮโรอีน อาซีทอร์ฟีน อีทอร์ฟีน แอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีน ฯลฯ
ประเภท 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไป เช่น ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคอีน (โคเคน) โคเดอีน ฯลฯ
ประเภท 3 ยาเสพติดให้โทษชนิดเป็นตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษประเภท 2 ปรุงผสมอยู่ด้วย เช่น ยาแก้ไอที่มีฝิ่นหรือโคเดอีนเป็นส่วนผสม ยาแก้ท้องเสียที่มีไดฟีน็อคซิเลท เป็นส่วนผสม ฯลฯ
ประเภท 4 สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือ ประเภท 2 เช่น อาเซติคแอนไฮไดรด์ อาเซติลคลอไรด์
ประเภท 5 ยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าข่ายอยู่ในประเภท 1 ถึงประเภท 4 เช่น กัญชา พืชกระท่อม

วัตถุออกฤทธิ์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
ประเภท 1 ดีเอ็มที เมสคาลีน แอลเอสดี เดตราไฮโดรแคนนาบินอล ฯลฯ
ประเภท 2 อีเฟดรีน เมธิลเฟนีเดท เซโคบาร์บิตาล เมธาควาโลน
ประเภท 3 อะโมบาร์บิตาล ไซโคลบาร์บิตาล กลูเตธิไมด์ เมโปรบาเมท ฯลฯ
ประเภท 4 บาร์บิตาล ฟีโนบาร์บิดาล ไดอาซีแพม คลอไดอาซีพอกไซด์ ฯลฯ

สารระเหย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มเป็นสารเคมี เช่น อาซีโทน เอทิล อาซิเตท โทลูอีน ฯลฯ
กลุ่มที่เป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ทินเนอร์ แล็กเกอร์ กาว ฯลฯ

ประเภทของยาเสพติด จำแนกตามวิถีการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง

ยาเสพติดมีคุณสมบัติสำคัญคือ สามารถออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ในการนี้สามารถแบ่งยาเสพติดออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. ยาเสพติดประเภทกดประสาท เช่น กลุ่มฝิ่น (ฝิ่นยา มอร์ฟีน โคเดอีน เฮโรอีน ฯลฯ) ยาระงับประสาท และยานอนหลับ (เซโคบาร์บิตาล อะโมบาร์บิตาล ฯลฯ) ยากล่อมประสาท (เมโปรบาเมท ไดอาซีแพม คลอไดอาซีพอกไซด์ ฯลฯ) สารระเหย (ทินเนอร์ น้ำมันเบนซิน ฯลฯ) เครื่องดื่ม มึนเมา (เหล้า เบียร์ วิสกี้ ฯลฯ)
2. ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท เช่น แอมเฟตามีน กระท่อม โคคาอีน (โคเคน) บุหรี่ กาแฟ
3. ยาเสพติดประเภทหลอนประสาท เช่น แอลเอสดี ดีเอ็มที เห็ดขี้ควาย
4. ยาเสพติดประเภทออกฤทธิ์ผส

 
Foto 1 di 17